LinksFeedback


ขี่ม้าชมสวนเรื่องการเงินเพื่อการพัฒนาที่มอนเทอร์เรย์ ประเทศเม็กซิโก

ราณี หัสสรังสี
คณะทำงานวาระทางสังคม*

การเดินทางโดยเครื่องบินข้ามคืนข้ามวัน ทำให้เมื่อมาถึงมอนเทอร์เรย์แล้วผู้เขียนรู้สึกว่าต้องให้คุ้มค่า มอนเทอร์เรย์เป็นเมืองอุตสาหกรรมกลางทะเลทรายของประเทศเม็กซิโก คนงานที่นี่มีประสบการณ์อันขมขื่นจากพิษโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่าคนไทย เพราะประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมแล้วได้ย้ายอุตสาหกรรมหลายอย่างมาตั้งนานกว่า และบางแห่งก็เพิ่งกำลังย้ายมาตั้งที่เมืองไทย การประชุมขององค์กรพัฒนาเอกชนคู่ขนานกับการประชุมขององค์การสหประชาชาติเรื่องการเงินเพื่อการพัฒนาครั้งนี้ชื่อ เวทีโลก : การเงินเพื่อสิทธิที่เสมอภาคและการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดขึ้นบริเวณโรงงานหลอมเหล็กร้าง คณะผู้จัดบอกว่าที่มาจัดงานตรงนี้เพื่อระลึกถึงความสำคัญของการ พัฒนาที่ต้องไม่เป็นพิษ เฉกเช่นโรงงานปิดร้างแห่งนี้ การประชุมขององค์กรพัฒนาเอกชนมีผู้เข้าร่วมจากทุกภูมิภาคของโลก จาก 700 องค์กร ประมาณ 2,600 คน จัดขึ้น ในวันที่ 14-16 มีนาคม 2545 โดยกางเต็นท์ 8 เต็นท์ มีเวทีรวมในช่วงเช้า ซึ่งใช้เวทีคอนเสิร์ตสาธารณะช่วงบ่ายก็แบ่งไปสัมมนาตามเต็นท์ต่าง ๆ ใน 5 ประเด็นใหญ่ด้วยกัน คือ

1. การระดมทรัพยากรภายในประเทศ และการปรับโครงสร้าง (SAP)
2. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการค้า
3. หนี้สินและความช่วยเหลือทางการเพื่อการพัฒนา หรือเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ (ODA)
4. ปัญหาด้านระบบและสถาปัตยกรรมทางการเงินใหม่
5. สิทธิมนุษยชน บทบาทหญิงชาย สิ่งแวดล้อม ประเด็นรวมต่าง ๆ
6. วาระภาคประชาชน

อีก 2 เต็นท์ เป็นเต็นท์ศิลปหัตถกรรม ขายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มองค์กรสาธารณะต่าง ๆ เพื่อระดมทุน และเต็นท์กิจกรรมพิเศษ เช่น ใช้จัดพิธีกรรมระหว่างศาสนาเพื่อสันติภาพ หรือจัดประชุมพบปะของกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มอาฟริกันปรึกษากันในประเด็นหนี้สินของประเทศที่ยากจนที่สุด เป็นต้น

คณะจัดงานได้จัดถ่ายเอกสารรายละเอียดกำหนดการสัมมนาในหัวข้อต่าง ๆ ไว้เป็นเล่ม ๆ ให้ผู้เข้าร่วมเลือกหัวข้อได้ตามความสนใจ บรรยากาศก็จะเหมือนการเรียนรู้ใน โลกกว้างที่เห็นขอบเขตเนื้อหาของการจัดสรรและจัดการทรัพยากรในโลก และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน ผู้เขียนเข้าออกตามเต็นท์ต่าง ๆ เหมือนขี่ม้าชมสวน เพื่อดูบรรยากาศโดยทั่วไป แต่ก็เลือกให้น้ำหนักความสนใจกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมของเม็กซิกันเป็นหลัก ซึ่งรับผิดชอบเรื่อง การลงทุนโดยตรง และการค้าในเต็นท์ที่ 2 แม้ว่าอากาศของเมืองกลางทะเลทราย กลางวันร้อนแห้ง กลางคืนหนาวแห้ง แต่ชาวเม็กซิกันที่พบเห็นโดยทั่วไปเป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรีน่ารักใคร่ เป็นคนสนุกสนานครื้นเครงคล้ายคนไทย และมีมิตรภาพให้กับคนแปลกถิ่นเป็นอย่างดี

ดังที่กล่าวแล้วว่า เม็กซิโกมีบทเรียนเรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การตั้งโรงงานโดยตรงจากต่างประเทศมาก่อนไทย มีกลุ่มนักวิชาการนักวิจัยที่ติดตามศึกษาเรื่อง ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) การศึกษามีตัวเลขชี้ชัดว่ายิ่งค้าขายประเทศเม็กซิโกก็ยิ่งเสียเปรียบประเทศใหญ่อย่างอเมริกาและแคนาดา มีผู้นำเสนอ กรณีศึกษาความเปลี่ยนแปลงของการผลิตและการนำเข้าธัญญาหารจากบรรษัทข้ามชาติด้านธุรกิจอาหารเช่นมอนซานโต เชื่อมโยงกับความล้มเหลวภาคเกษตร กับการค้า เสรี และการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมส่งออก พบว่าภาคเกษตรกรรมต้องล้มละลาย คนอพยพเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ทำงานในโรงงาน และอาศัยเงินค่าแรงซื้ออาหาร แต่ต่อมา คนเม็กซิกันยิ่งพึ่งตนเองด้านอาหารไม่ได้ เพราะราคาธัญญาหารเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาของสินค้าที่ผลิตลดต่ำลงทุกปี ประชาชนต้องอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานไปอเมริกา จากตัวเลขชี้ว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ในแคลิฟอร์เนียเป็นเม็กซิกัน ทำให้คิดถึงเมืองไทย กรณีชาวบ้านต้องขายที่ดินแล้วเป็นแรงงานรับจ้างในที่ดินของตนเองหรือเข้าโรงงาน

พูดถึงประสบการณ์ที่มากกว่าไทยอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องการปรับโครงสร้าง (Structural Adjustment) ดูเหมือนว่า นักกิจกรรม นักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชนของประเทศ
ต่าง ๆ ในละตินอเมริกา จะคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ซึ่งต่างจากไทยเราที่เพิ่งรู้ฤทธิ์ของการปรับโครงสร้างในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 นี้เอง น่าเสียดายที่ผู้เขียน ไม่ได้เข้าไปฟังเรื่อง "เปลือยอเมริกา" ในเต็นท์ 1 ซึ่งนำเสนอความซับซ้อนของสถานการณ์ความไม่เท่าเทียมของความมั่งคั่งและการจัดสรรกระจายเงินทุน เพราะว่าหัวข้อนี้ เวลาไปตรงกับการนัดหมายพบปะสมาชิกเครือข่ายติดตามวาระทางสังคม (Social Watch) ซึ่งผู้เขียนเป็นสมาชิก เพื่อเตรียมการนำเสนอรายงานการติดตามความ เคลื่อนไหวด้านการพัฒนาสังคมและสิทธิมนุษยชนของประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็มีโอกาสไปนั่งฟังเรื่อง การแปรรูปการบริการสุขภาพให้เป็นของธุรกิจเอกชน (Privatisation) ศึกษาโดยนักวิจัย มหาวิทยาลัยกรีนวิช ประเทศอังกฤษ ซึ่งให้ข้อมูลว่าธุรกิจบริการสุขภาพเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนสูง มักเชื่อมโยงกับธุรกิจการประกันสุขภาพ อย่างในเอเชียที่รู้จักกันดีในบ้านเรา เช่น บูพาเป็นธุรกิจข้ามชาติที่มีเครือข่ายกว้างขวาง

ธุรกิจเอกชนจะเกี่ยวข้องกับการให้บริการสุขภาพมักอ้างว่ามีประสิทธิภาพกว่า แต่วิธีการสร้างระบบโรงพยาบาลก็จะมีปัญหามากมาย เมื่อจุดประสงค์ของการบริการ สาธารณะกับจุดประสงค์ของบริษัทคนละอย่าง เพราะธุรกิจก็คือการมุ่งกำไรสูงสุด แต่สุขภาพเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพของประชาชน กับการแสวงหากำไร จึงเป็นเรื่องที่มักจะขัดแย้งกัน การทำให้เกิดประสิทธิภาพต่อคนส่วนใหญ่จึงเป็นไปได้ยาก อันที่จริง ทุกวันนี้ก็มีธุรกิจหลายด้านก็เข้ามาเกี่ยวข้องใน กิจการโรงพยาบาลอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจยา ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารและนม เป็นต้น นึกถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กับบริษัทประกันสุขภาพ ไม่รู้ว่าเป็นแบบเดียวกับ ที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นหรือเปล่า

การประชุมครั้งนี้ ผู้เขียนได้หนังสือมา 2 เล่ม เรื่อง ความเป็นจริงของเงินช่วยเหลือและเงินช่วยเหลือของญี่ปุ่นในเอเชีย (The Reality of Aid 2002 และ Reality of Aid - Asia, Japan ODA : Development or Profit?) ประเมินเรื่องเงินช่วยเหลือที่ประเทศร่ำรวยให้กับประเทศต่าง ๆ ปรากฏว่าเป็นประโยชน์กับประเทศผู้ให้มากกว่าประเทศผู้รับ มิพัก ต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ประเทศยากจนต้องตกลงไปในกับดักแห่งหนี้สินที่ถอนตัวไม่ขึ้น ซึ่งกลุ่มจูบิลีเซาท์เครือข่ายปลดหนี้ซีกโลกใต้ได้ออกแถลงการณ์ว่า ฉันทามติมอนเทอร์เรย์ได้ละเลยการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ถึงรากเหง้าแห่งการเป็นหนี้ของประเทศยากจนที่สัมพันธ์กับกระบวนการเศรษฐกิจโลก และละเลยในการ พูดถึงการใช้เงื่อนไขความเป็นหนี้เป็นเครื่องมือที่ประเทศร่ำรวยใช้ในการครอบงำและเอาเปรียบประเทศยากจน

สำหรับเรื่องสถาปัตยกรรมทางการเงินก็พบว่า ธนาคารแต่ละประเทศได้ถูกธนาคารต่างประเทศซื้อไป เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะกับประเทศที่ประสบกับวิกฤต เศรษฐกิจ โดยเฉพาะมีตัวเลขเปรียบเทียบทรัพย์สินของธนาคารต่างประเทศในเอเชีย ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจว่ามีเพียง 20% (ปี 2540) หลังวิกฤตเศรษฐกิจ (ปี 2545) เพิ่มเป็น 60% ภาพที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเป็นตัวอย่างได้ชัดเจน ได้มีการวิเคราะห์ปัญหาการเก็งกำไรทางการเงิน ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจ และวิจารณ์กันว่า ฉันทามติมอนเทอร์เรย์ พูดเพียงว่า ควรทำให้การเก็งกำไรทางการเงิน มีการควบคุมเท่าที่ทำได้ แต่ไม่มีการเสนอมาตรการที่จริงจังในการจัดการกับปัญหา

ในแต่ละเต็นท์ จะมีหัวข้อแลกเปลี่ยนระหว่างคนของธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ กับภาคประชาสังคม การอภิปรายช่วงหนึ่ง คนจากไอเอ็มเอฟตัดพ้อว่า ทำไมผู้คนถึงด่าไอเอ็มเอฟ ว่าแย่อย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่หันไปดูว่า รัฐบาลในแต่ละประเทศเป็นปัญหาอย่างไร ที่จริงคำถามโยนกลับเช่นนี้ ผู้เขียนเจอบ่อยครั้งมากในเวทีแลกเปลี่ยนกับตัวแทนของ องค์กรระหว่างประเทศ พวกเขามักพูดว่าก็รัฐบาลของคุณไม่ดีเอง ที่จริงก็ถูกเพียงส่วนเดียว เพราะการแทรกแซงจากองค์กรครอบโลกก็ทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ซ้ำเติม ยิ่งกว่าเดิม และมักเป็นไปเพื่อเปิดช่องทางให้ธุรกิจต่างประเทศเข้ามาตักตวงยึดครองทรัพย์สินในประเทศนั้น ๆ ยามวิกฤติ

เวทีการแลกเปลี่ยนกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟจึงได้เรียนรู้อีกแบบหนึ่งว่า จะต้องมีการประเมินผล บทบาท อิทธิพลขององค์กรครอบโลกเหล่านี้อย่างจริงจัง รวมทั้งการ ติดตามประเมินผล การค้า การลงทุน เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างรอบด้านมากขึ้น เพื่อสร้างการเรียนรู้ของภาคประชาชน

ถ้าดูความเป็นมาของการจัดประชุมเรื่องนี้ ก็จะพบว่า เป็นวาระที่กลุ่มประเทศยากจนหรือที่เรียกว่า กลุ่ม G77 พยายามจะผลักดันให้องค์การสหประชาชาติจัดประชุมมา นานแล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจ จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์การเงินเอเชีย ที่ประเทศไทย ก่อนหน้านั้นได้เกิดวิกฤตการณ์การเงินละตินอเมริกา ที่ประเทศเม็กซิโก (ขณะที่จัด ประชุมก็เพิ่งเกิดวิกฤตการณ์การเงิน ที่ประเทศ อาร์เจนตินา) ประเด็นเรื่องเงินร้อน เงินทุนระยะสั้น หรือการเก็งกำไรการเงินจึงเป็นสาระของการริเริ่มจัดประชุม แต่หลังจาก เหตุการณ์ 11 กันยายน ดูเหมือนวาระจะเปลี่ยนจนแทบไม่เห็นเจตนาเดิม หรือเหลือแต่โครง มีการวิเคราะห์ว่า การประชุมครั้งนี้พูดกันมากถึงปัญหาต่าง ๆ แต่ไม่มีกลไก หรือทรัพยากรที่จะทำให้บรรลุการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมต่าง ๆ ได้แต่อย่างใด ทั้งด้านการเงิน การค้า การลงทุนระหว่างประเทศ

ที่ประชุมของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนวิเคราะห์ฉันทามติมอนเทอร์เรย์ (ข้อตกลงร่วมของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ในการประชุมเรื่องการเงินเพื่อการพัฒนาที่เตรียมจะประกาศ ในวันประชุมทางการ) ก็คือ ฉันทามติวอชิงตัน ที่เน้นการเปิดเสรีทางการผลิต การลงทุน การค้า การเงิน หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน นั่นเอง ในคำประกาศขององค์กร พัฒนาเอกชนได้พูดชัดเจนว่า กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่เข้าร่วมการประชุมที่มอนเทอร์เรย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉันทามติมอนเทอร์เรย์

นอกจากการประชุมคู่ขนานขององค์กรพัฒนาเอกชนแล้ว ก็ยังมีการประชุมคู่ขนานของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของเม็กซิกันโดยเฉพาะอีกด้วย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 มีนาคม - 22 มีนาคม 2545 การประชุมของประชาชนหรือเวทีชาวบ้านได้ใช้หอประชุมเล็กแห่งหนึ่งหน้าตาคล้าย ๆ โรงหนังชั้นสองของเมืองไทย เป็นห้องประชุมรวม ผู้คนเดินเข้าเดินออก บรรยากาศคล้ายกับที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ยุคจัดอภิปรายเสวนาปัญหาบ้านเมืองเฟื่องฟู ที่ประชุมได้ย้ำว่า นี่คือการประชุมเรื่องการเงินเพื่อ การพัฒนาที่แท้จริง มีการประกาศเจตนารมย์ของกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่ม ชาวนา ที่กู่ก้องว่าการต่อสู้เพื่อผืนดินจงเจริญ ความเป็นธรรมสำหรับโลกเกษตรกรรมมาก่อนอื่นใด

การประชุมทางการโดยองค์การสหประชาชาตินั้น จัดในวันที่ 18-22 มีนาคม 2545 โดยวันที่ 18-20 มีนาคม เป็นการประชุมร่วมกับภาคประชาสังคม วันที่ 21-22 มีนาคม เป็นการประชุมของ รัฐบาล สถานที่ประชุมจัดที่ตึกศูนย์ประชุมใหญ่ มีห้องประชุมใหญ่ชั้นบน ชั้นล่างจัดแบ่งกั้นเป็นพื้นที่ต่าง ๆ สำหรับห้องจัดแถลงข่าว ห้ององค์กรพัฒนา เอกชน ห้ององค์กรธุรกิจ ห้องรัฐบาลกลุ่ม G77 เป็นต้น

การที่ประธานาธิบดีบุชมาเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ทำให้การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมน้อยลง เพราะตัวแทนรัฐบาลต่าง ๆ ก็มาประชุมครั้งนี้มากขึ้น อย่างของไทยเรา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็เดินทางไปร่วม ทำให้สถานที่ประชุมซึ่งเตรียมไว้แต่เดิมไม่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้ทั้งหมด ประเทศเจ้าภาพจึงอนุญาต ให้เฉพาะผู้แทนรัฐบาลเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ได้ องค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ เข้าร่วมได้เฉพาะบางส่วนที่เตรียมอภิปรายในการเสวนาโต๊ะกลมเท่านั้น หรือร่วมในการ ประชุมย่อยที่จัดโดยรัฐบาลประเทศต่าง ๆ องค์กรพหุภาคี (ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก) กลุ่มธุรกิจ (เวทีเศรษฐกิจโลก กลุ่มหอการ ค้านานาชาติ หรือกลุ่มประชาสังคมต่าง ๆ (องค์กรพัฒนาเอกชน)) เท่านั้น

การประชุมย่อยได้จัดตามสถานที่นอกตึกอำนวยการ หรือตามโรงแรม แล้วแต่กำลังทรัพย์ของคนจัด เช่น งานที่รัฐบาลฝรั่งเศสกับรัฐบาลสวีเดนร่วมกับหน่วยงานขององค์การ สหประชาชาติ เป็นผู้จัดเรื่อง สินค้าสาธารณะโลก (Global Public Goods) เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งหรูหราฟู่ฟ่า คนส่วนใหญ่ที่เข้าฟังจะแต่งสูทหรือใส่ชุดสวยเรียบร้อย คาดเดา ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นนักธุรกิจ มีคนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าร่วมเป็นส่วนน้อย ผู้เขียนเลือกมาฟังงานนี้เพราะพูดถึงสินค้าสาธารณะ ที่ยกตัวอย่างเรื่อง การจัดการน้ำ งานนี้จึงได้เห็นความกระตือรือร้นของรัฐบาลประเทศร่ำรวย และบรรษัทข้ามชาติที่จะลงทุนในสินค้าสาธารณะนี้ คำว่าสินค้าสาธารณะโลก จึงอ่านได้ว่า สมบัติส่วนรวมที่มนุษย์ใช้ร่วมกันในโลกนี้ เป็นสินค้าสาธารณะที่มือใครยาวสาวได้สาวเอาอย่างไม่มีพรมแดนแบ่งกั้น ต่อไปคงไม่ต้องมาถกเถียงเรื่องป่าชุมชนแล้ว เพราะ เมื่อป่าเป็นสินค้าสาธารณะโลก บรรษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า มีทุนสูงกว่า ก็เข้ามาซื้อได้ ตามการตีความนี้ ผู้เขียนจึงรู้สึกสะดุ้ง เมื่อผู้แทนขององค์การสหประชาชาติ ขึ้นมาพูดตอนหนึ่งว่า องค์การสหประชาชาติก็เป็นสินค้าสาธารณะโลกด้วย ผู้เขียนคงต้องทำการศึกษา ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับเรื่องสินค้าสาธารณะมากยิ่งขึ้น

เสียดายที่ผู้เขียนไม่มีเวลาเข้าไปฟังการประชุมที่จัดโดยองค์การการค้าโลก กลุ่มเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) หรือกลุ่มนักธุรกิจระดับโลกต่าง ๆ เพราะ ต้องใช้เวลาอีกส่วนเข้าร่วมกิจกรรมบนท้องถนน ประชาชนเม็กซิกันจัดเดินขบวนใหญ่ในวันที่ 18 มีนาคม มีคนเข้าร่วมนับพัน ๆ คน ผู้คนแน่นท้องถนน มีการแบกยกป้าย ผ้าผืนใหญ่ชูคำขวัญว่า "โลกอีกแบบหนึ่งเป็นไปได้" เป็นคำขวัญของที่ประชุมเวทีสังคมโลก (World Social Forum) ที่เน้นการพัฒนาของประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินไป ตามแบบกระบวนทัศน์ที่ครอบงำโลกอยู่ในปัจจุบัน การเดินขบวนใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง และชุมนุมกันที่ลานใหญ่แห่งหนึ่งของเมือง เรียกมาร์โคพลาซ่า คล้าย ๆ หน้าศาลา ว่าการกรุงเทพมหานครของเรา การเดินขบวนและชุมนุมจัดขึ้นอีกครั้ง วันที่ 21 มีนาคม ตามเส้นทางเดิม แต่ระยะทางสั้นกว่า คนเข้าร่วมน้อยกว่าครั้งแรก ผู้เขียนเห็นคนแก่ และเด็กหญิงคู่หนึ่งมาเดินขบวนด้วย จึงเข้าไปคุยด้วยและถามว่าทำไมจึงมาร่วม คุณยายของหลานตอบว่า "เพราะเราจนเราจึงอยากมีส่วนร่วม"

แม้ว่าการประชุมทางการจะมีเนื้อหาที่กลายเป็น "การพัฒนาเพื่อการเงิน" ก็ตาม แต่การเดินทางเพื่อไปร่วมประชุมครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้เขียน ได้สัมผัสกับการเคลื่อนไหว ของภาคประชาชนในประเทศละตินอเมริกา นอกจากจะได้รู้จักชาวเม็กซิกันมากขึ้นแล้ว ก็ยังได้รู้จักคนจากประเทศอื่น ๆ ในละตินอเมริกาอีกด้วย เช่น ชาวโบลิเวีย ชาว โคลัมเบีย ชาวบราซิล ชาวอุรุกวัย ชาวชิลี โดยเฉพาะเพื่อนชาวโบลิเวียและโคลัมเบียที่ช่วยเป็นล่ามแปลภาษาสเปนเป็นอังกฤษให้ผู้เขียน นอกจากล่ามอาชีพที่ผู้จัดประชุม ได้เตรียมไว้ให้

ภายหลังกลับจากการประชุมแล้ว ผู้เขียนก็ได้ข้อมูลล่าสุดว่า กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปพยายามผลักดันให้มีการเปิดการค้าเสรีภาคบริการ รวมการค้าภาคบริการด้านน้ำ การคมนาคม พลังงาน โทรคมนาคม ธนาคาร การท่องเที่ยว การก่อสร้าง การบริการไปรษณีย์ ใน 29 ประเทศ รวมประเทศไทย ช่างคล้องจองกับการผลักดันนโยบาย เรื่องสินค้าสาธารณะของรัฐบาลยุโรป ผู้สนใจรายละเอียดเรื่องนี้ดูเว็บไซด์ http://www.gatswatch.org สำหรับผู้อ่านที่สนใจเนื้อหา "การเงินเพื่อการพัฒนาจากมุมมอง ภาคประชาสังคม" ในรายละเอียดติดต่อได้ที่ ranee@focusweb.org
-----------------------------------------------------------------
* คณะทำงานวาระทางสังคม เกิดขึ้นจากการปรึกษาหารือและการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มนักวิชาการและนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และแสวงหานโยบาย มาตรการรูปธรรม ที่แก้ปัญหาอันเนื่องจากการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียม

LinksFeedback