LinksFeedback


ประเทศไทยในกลุ่มแคร์นส์ : ใช่ที่ของเราหรือ

ชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด
โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)

ขณะที่ผู้แทนรัฐบาลไทยและรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาอีก 11 ประเทศกำลังเดินทางไปร่วมประชุมกลุ่มแคร์นส์ที่ประเทศโบลิเวีย อาจเป็นเวลาเหมาะที่ประชาชนจะตั้ง คำถามว่า ระเบียบวาระของกลุ่มแคร์นส์ที่รณรงค์อย่างดุเดือดในเวทีองค์การการค้าโลก ให้ประเทศต่าง ๆ เปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นนั้น มันเหมาะสมสอดคล้อง กับระเบียบวาระการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายละหรือ และเราจะต้องเอาอะไรไปแลกกับการที่จะให้คนอื่นเขา "ลดภาษีศุลกากรลงอย่าง หั่นแหลก" อย่างที่กลุ่มแคร์นส์เรียกร้อง และมันจะคุ้มกันหรือ

กลุ่มแคร์นส์ คือกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งได้รวมตัวกันมาตั้งแต่การเจรจาการค้าระหว่างประเทศรอบอุรุกวัย 10 กว่าปีมาแล้ว ก่อนหน้าการจัดตั้งองค์การ การค้าโลก นอกจากไทยแล้ว ยังมีสมาชิกจากกลุ่มอาเซียนเข้าร่วมด้วย คือ มาเลเชีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จากละตินอเมริกามีบราซิล อาร์เจนตินา โคลอมเบีย อุรุกวัย ปารากวัย โบลิเวีย และคอสตาริกา จากอาฟริกามีประเทศเดียวคือ อาฟริกาใต้ แต่หัวเรือใหญ่ของกลุ่มแคร์นส์ คือ ออสเตรเลีย ตามด้วยประเทศรวยแล้วอีก 2 ประเทศ คือ แคนาดา และนิวซีแลนด์

ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่าน การเปิดตลาดของประเทศกำลังพัฒนาให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรได้ทุกประเภทในอัตราภาษีที่ต่ำลง ตามข้อตกลงว่าด้วยการเกษตรขององค์การ การค้าโลก ส่วนใหญ่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน คือการนำเข้าพุ่งขึ้นสูงในขณะที่การส่งออกยังคงเดิม ผลก็คือหลายประเทศกลับกลายเป็นประเทศที่นำเข้าอาหารสุทธิ ตัวอย่างที่ใกล้ตัวเราคือประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ในกลุ่มแคร์นส์นี้เอง ส่วนประเทศไทย ถึงแม้จะขายข้าวและเนื้อไก่ได้มากขึ้น แต่ก็นำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพด จากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากราคาถูกกว่าที่ผลิตได้ในประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่ไทยถูกตัดราคาลงเกือบครึ่งหนึ่ง ต้องขาดทุนอย่างไปไม่รอดแน่

ปมปัญหาใหญ่ของการค้าสินค้าเกษตรในปัจจุบัน คือ การอุดหนุนภาคการเกษตรภายในประเทศของประเทศร่ำรวย ที่รวมแล้วเป็นจำนวนมหาศาลถึง ๓ แสนล้านดอลล่าร์ มากกว่ามูลค่าสินค้าเกษตรส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมดรวมกันทั้งโลกด้วยซ้ำไป สหภาพยุโรปใช้งบประมาณถึงครึ่งหนึ่งเพื่อการปกป้องภาคเกษตรของตน เพื่อให้อยู่รอดได้จากการที่ต้องแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า สหรัฐอเมริกาที่เคยอุดหนุนธุรกิจการเกษตรของตนน้อยกว่ายุโรป ก็เพิ่งจะออกกฎหมาย เพิ่มการอุดหนุนขึ้นอีก 5 เท่า ที่เลวร้ายก็คือเมื่อมีผลผลิตล้นเกินก็ยังอุดหนุนให้ส่งออก ทำให้ราคาที่ขายในตลาดโลกต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริงอย่างมาก เรียกว่า เทขาย "ทุ่มตลาด" กระบวนการอุดหนุนและเทขายดังกล่าวทำให้เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาไม่มีทางที่จะแข่งขันได้

จึงไม่น่าแปลกใจที่การเจรจาด้านการเกษตรเป็นเรื่องที่มีความขัดแย้งสูง ในเวทีประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกที่โดฮา กลุ่มแคร์นส์ในฐานะผู้ส่งออกสินค้าเกษตร เป็นหัวหอกในการเรียกร้องให้สหภาพยุโรปเลิกอุดหนุนการส่งออก และให้สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพ ยุโรป ลดการอุดหนุนที่บิดเบือนราคาสินค้าเกษตรของตน พร้อมกับเปิดตลาดเพิ่มขึ้นโดยลดภาษีศุลกากรลงอีก ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศพึ่งพาการเกษตรในการดำรงชีพ จะเรียกร้องให้มีข้อยกเว้นพิเศษที่อนุญาตให้ประเทศดำรงสิทธิที่จะกำหนดนโยบายและมาตรการปกป้องเกษตรกรของตนได้เพื่อสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงด้านอาหาร และการดำรงชีวิตในชนบท เรียกว่า "การปฏิบัติที่พิเศษและแตกต่าง" ซึ่งมาตรการที่จะใช้ได้ผลอย่างเดียวคือการจำกัดการนำเข้า

ภายหลังจากการประชุมที่โดฮา บรรยากาศการเจรจาค่อนข้างตึงเครียด หมู่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มีความกังขาอย่างยิ่งต่อข้อตกลงว่าด้วยการเกษตรในปัจจุบัน เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าเป็นการค้ำประกันการปฏิบัติพิเศษและแตกต่างให้แก่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีกำลังงบประมาณอุดหนุนการเกษตรของตน ให้ดำเนินการต่อไปภายใต้ ข้ออ้างว่า การจ่ายเงินโดยตรงให้แก่เกษตรหรือการอุดหนุนให้เกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การอุดหนุนที่บิดเบือนการค้า จึงไม่เข้าข่ายที่จะ ต้องลดและเลิกตามข้อตกลง แต่กระนั้น กลุ่มแคร์นส์กลับยังคงออกมายืนยันให้ทุกประเทศเปิดตลาดเพิ่มขึ้นอีก โดยการลดภาษีศุลกากรลงให้มาก และเพิ่มปริมาณโควต้า การนำเข้าขึ้นอีก แต่แผ่วเสียงลงในเรื่องของการลดการอุดหนุน

สมาชิกกลุ่มแคร์นส์ที่ลุกขึ้นมาฉีกแนวจากจุดยืนนี้อย่างเปิดเผยเป็นประเทศแรกคือ อินโดนีเซีย ซึ่งต้องการให้ยกเว้นสินค้าพืชอาหารหลัก 4 อย่าง คือ ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล และ ถั่วเหลือง จากการลดภาษีรอบใหม่ที่กำลังเจรจากันอยู่นี้ และต้องการให้กลุ่มแคร์นส์สนับสนุน ข้อเสนอนี้ จึงจะยอมลงนามในคำประกาศจุดยืนของกลุ่ม เหตุผลของ อินโดนีเซียนั้นชัดเจนว่าเป็นการปกป้องความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เนื่องจากเกษตรกรผู้ผลิตพืชอาหารทั้ง 4 ประเภทนี้เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการล้มละลายเพราะ ถูกสินค้านำเข้าตีตลาดมากที่สุด ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจทำให้คนกว่า 50 ล้านคน ตกอยู่ใต้เส้นความยากจนอยู่แล้ว

ส่วนฟิลิปปินส์ อีกประเทศหนึ่งที่เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรไม่สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ราคาถูกกว่า ได้ร่วมกับอาร์เจนตินาพยายามเสนอในกลุ่มแคร์นส์ให้มีกลไก ที่จะสร้างความสมดุลย์ให้เกิดมีขึ้นระหว่างอัตราภาษีศุลกากรที่เก็บจากสินค้านำเข้ากับปริมาณการอุดหนุนที่ สินค้านั้นได้รับภายในประเทศต้นกำเนิดของสินค้า คือให้ สามารถตั้งกำแพงภาษีขึ้นเพื่อคานกับการอุดหนุนที่ทำให้สินค้าราคาถูกลงกว่าที่ควรเป็น ฟังดูแล้วก็น่าจะเป็นธรรมดี แต่กลุ่มแคร์นส์ก็ไม่สนับสนุนข้อเสนอแนวนี้ของ ประเทศกำลังพัฒนาอีกเช่นกัน

อย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว ในการเจรจาการค้า ไม่มีใครคิดจะสงสารใคร ทุกคนมุ่งตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังผู้แทนของ ประเทศพ่อค้าใหญ่ คือบรรษัทธุรกิจการเกษตรที่ต้องการเจาะตลาดของประเทศอื่นให้ได้มากขึ้น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มองเห็นอินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่อยู่ ใกล้ตนที่สุด ที่ต้องครองเอาไว้ให้ได้ ส่วนประเทศสมาชิกกลุ่มแคร์นส์จากละตินอเมริกา แม้จะเป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน แต่ก็มีโครงสร้างภาคเกษตรกรรม ที่แตกต่างจากประเทศในเอเชีย คือประกอบด้วยเกษตรกรรายใหญ่ที่จับจองที่ดินขนาดใหญ่ไว้ได้ตั้งแต่สมัยอาณานิคม และมีสัดส่วนประชากรในชนบทเพียงร้อยละ
๒๐ - ๓๐ เท่านั้น จึงมีกลุ่มเกษตรรายใหญ่หนุนหลังอยู่ในการเจรจา

ส่วนประเทศไทยนั้นมีท่าทีปฏิเสธที่จะรับพิจารณา ข้อเสนอเรื่องความมั่นคงทางอาหารที่ประเทศกำลังพัฒนาเสนอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะมีแต่จะลุ้นขายสินค้าเป็นหลัก จึงแน่ใจได้เลยว่าไม่มีความเห็นใจให้กับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นลูกค้าข้าวไทย แนวทางของรัฐบาลในปัจจุบันดูจะเน้นสินค้าที่เราผลิตขายได้จำนวนมากเป็นหลัก ดังเช่น ความ พยายามยกระดับราคายาง และราคาข้าว และเห็นหมายมั่นว่าจะขายน้ำตาลได้มากขึ้นอีก แต่ส่วนผลิตผลอื่น ๆ ที่ผลิตจำนวนน้อยและไม่ได้ส่งออกนั้น ดูเหมือนจะปล่อย ให้เกษตรผู้ผลิตล้มหายตายจากไปเอง ดังเช่นกรณีถั่วเหลือง และข้าวโพด

การเร่งทำยอดขายเป็นหลักของไทย ทำให้ชาวนาของฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซีย ตอนนี้มองชาวนาไทยเป็นศัตรู พวกเขาจะตั้งคำถามกับคนไทยทุกครั้งเมื่อมีโอกาสว่า ทำไม ชาวนาไทยจึงผลิตข้าวได้ราคาถูกกว่าเขา ข้าวไทยเข้ามาตีตลาดเขา กดราคาผลผลิตของเขาในทั้งสองประเทศ ในเมื่อเราก็รู้กันว่าชาวนาไทยตกที่นั่งลำบากทำการผลิต แบบขาดทุนมาตลอด สภาพความเป็นอยู่ไม่ต่างจากชาวนาในประเทศอื่นมากนัก เราไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องตั้งคำถามกับผู้แทนรัฐบาลไทยว่า คุณไปเข้ากับกลุ่มแคร์นส์ ซึ่งเน้นเจาะตลาดคนอื่นเป็นสรณะ เพื่อประโยชน์ของใครกันแน่

สมาชิกของกลุ่มแคร์นส์ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา มีความสำคัญสำหรับออสเตรเลียแน่นอน เพราะช่วยทำให้จุดยืนของกลุ่มแคร์นส์มีความชอบธรรมในเวทีเจรจาการค้า ที่มีแนวโน้มจะขัดแย้งกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว กับประเทศกำลังพัฒนา และช่วยดึงประเทศกำลังพัฒนา อื่น ๆ มาสนับสนุนกลุ่ม นอกจากนั้น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เป็นตลาดรองรับสินค้าของออสเตร-เลียที่สำคัญ

ในขณะเดียวกัน ออสเตรเลียก็จำเป็นที่จะต้องพึ่งสหรัฐอเมริกา ให้ช่วยแผ่อิทธิพลกดดันให้มีการเปิดเสรีเพิ่มขึ้นในองค์การการค้าโลก ดูเหมือนจะตกลงกันเป็นนัย ๆ ให้สหรัฐฯ ผลักดันการลดภาษีศุลกากรอย่างแข็งกร้าวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ออสเตรเลียลดท่าทีต่อต้านการอุดหนุนภายในประเทศลง เพราะสหรัฐฯ ย่อมไม่ต้องการให้ใครวิพากษ์ วิจารณ์การอุดหนุนที่เพิ่มขึ้นของตนภายในฟาร์มแอคท์ที่ออกมาใหม่ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ จะเดินทางไปประชุมกลุ่มแคร์นส์ที่โบลิเวียครั้งนี้ด้วยเพื่อกระชับความ สัมพันธ์ยิ่งขึ้น

แน่นอน สิ่งที่สองประเทศยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรนี้ต้องการคือ การเจาะตลาดในประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงประเทศไทย เนื่องจากดูแล้วคงจะไม่สามารถ ทะลวงป้อมปราการด้านการอุดหนุนของสหภาพยุโรปได้ ที่สำคัญก็คือ เมื่อใดที่ตลาดสินค้าเกษตรเป็นตลาดเสรีจริงๆ คือมีการอุดหนุนน้อย และเก็บภาษีน้อยที่สุด ผู้ที่จะได้ประโยชน์ก็คือสองประเทศนี้แหละ เพราะมีทั้งทุน เทคโนโลยี และที่ดินผืนใหญ่มหาศาล มีภูมิอากาศที่ปลูกพืชได้ทั้งเขตร้อนและเขตอบอุ่น สหรัฐฯได้เตรียมพัฒนา พันธุ์ข้าวหอมมะลิไว้แล้ว และได้ข่าวว่าออสเตรเลียกำลังทดลองปลูกลำไยด้วย แล้วประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศนำเข้าอาหารสุทธิเหมือนเพื่อนของเราในที่สุด โดยยังไม่รู้ว่าเกษตรกรของเราจะตกขอบไปหนใด

หากประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มแคร์นส์คิดว่า ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการอุดหนุนการเกษตร ภายในน้อยกว่าสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา จะช่วยนำการ ต่อสู้เพื่อลดและเลิกการอุดหนุนการเกษตรภายในประเทศร่ำรวย เพื่อให้การแข่งขันที่เป็นธรรมและสมดุลกันมากขึ้นในตลาดสินค้าเกษตร เมื่อไปถึงโบลิเวียก็คงจะผิดหวัง ต่อไป น่าจะถึงเวลาคิดใหม่แล้วไม่ใช่หรือ

LinksFeedback