LinksFeedback


ระบบทุนนิยมโลก กับชุมชนโลก*

วอลเดน เบลโล**
โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)

ขอบคุณอย่างยิ่งที่ได้เชิญข้าพเจ้ามาปราศรัยในการประชุมของท่านครั้งนี้

ข้าพเจ้าได้รับการขอให้พูดในหัวข้อที่ใหญ่น่าเกรงขามยิ่ง นั่นคือ "ระบบเศรษฐกิจโลกสำหรับอารยธรรมแห่งโลก" หัวข้อนี้ข้าพเจ้าอาจพูดได้เป็นเวลาหลายวันทีเดียว สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากจะทำได้แก่การสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างระบบเศรษฐกิจโลกที่พวกเราอาศัยอยู่ นั่นคือระบบทุนนิยมโลก กับอารยธรรมหรือชุมชนแห่งโลก ที่พวกเราต่างปราถนาที่จะเป็นสมาชิกร่วมกัน


ระบบทุนนิยม กับชุมชน จะอยู่ตรงกันข้ามกันเสมอ

ดังที่นักวิเคราะห์สังคมนับแต่มาร์กซ์ จนถึงคาร์ล โพลานยี และจอห์น เกรย์ ได้ชี้ไว้ว่า ความสัมพันธ์แบบทุนนิยมเป็นเหมือนกรดที่กร่อนเซาะความผูกพันของชุมชน และจัดปรับกลุ่มก้อนในหมู่ประชาชนให้กลายเป็นอนุภาคปัจเจกที่แยกขาดจากกัน โดยมีตลาดเป็นสื่อกลางหลักของความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกทั้งหลาย ภายใต้ระบบ ทุนนิยมไม่มีอะไรที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์จนกระทั่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นสินค้าได้ ความเชื่อและจารีตประเพณีทั้งหลายซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการแปรรูปที่ดิน แรงงาน และชีวิตให้กลายเป็นสินค้า มักจะประสบความพ่ายแพ้

สองห้วงเวลาของโลกาภิวัตน์
การปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมขนานใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมกับการ"ปลดปล่อย"ที่ดิน แรงงาน และทรัพย์สินออกจากกลุ่มศักดินาในยุคก่อนทุนนิยม ถือได้ว่าเป็นยุคแรกของโลกาภิวัตน์ที่ได้วิวัฒน์ขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 และยุติลงเมื่อปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) กระบวนการ "แกะแยก" ตลาดออกจากสังคมส่งผล ให้เกิดการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการสะสมทุนอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับความยากจนที่เกิดขึ้นขนานใหญ่ และช่องว่างของการกระจายรายได้และทรัพย์สินที่กว้าง ออกมากขึ้นเรื่อย ๆ กระบวนการที่ส่งผลขัดแย้งกันเองเช่นนี้ได้ทำให้เกิดแรงต้านทานขนานใหญ่ขึ้นในสังคม โดยเฉพาะจากกลุ่มชนชั้นล่างและชนชั้นกลางที่ต้องการ กดดันให้ตลาด คือเศรษฐกิจ กลับเข้าไปอยู่ภายใต้กำกับของชุมชน

เมื่อมองย้อนกลับไป เราอาจกล่าวได้ว่าลัทธิสังคมนิยม ลัทธิคอมมิวนิสต์ แนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย และขบวนการกอบกู้เอกราชทั้งหลาย เป็นการแสดงออกของ แรงต้านเหล่านี้ แต่การตอบโต้โลกาภิวัตน์ไม่ได้เป็นไปในแนวก้าวหน้าทั้งหมด ลัทธิชาตินิยมแบบเผด็จการฟาสซิสม์ ซึ่ง คาร์ล โพลานยีให้นิยามไว้ว่าเป็น "การบรรลุซึ่ง การปฏิรูประบบเศรษฐกิจแบบตลาดโดยการทำลายล้างสถาบันที่เป็นประชาธิปไตยลงทั้งหมด" ก็เป็นส่วนหนึ่งของแรงต้านเหล่านี้ และเป็นระบอบที่รวบเอาความ พยายามแสวงหาชุมชนไปเป็นเครื่องมือของปฏิกิริยา การต่อต้านการปฏิวัติ และลัทธิเหยียดเชื้อชาติ

ความพ่ายแพ้ของลัทธิเผด็จการฟาสซิสม์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้เกิดการต่อสู้ของพลังสองกระแสที่ต่อต้านระบบทุนนิยมแบบตลาดเสรีที่ไร้การควบคุม กล่าวคือระหว่างระบบทุนนิยมสำนักเคนส์ และระบบรัฐสังคมนิยม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทรงอิทธิพลในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 อันที่จริงกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจ สำนักเคนส์ ก็เป็นเพียงการประนีประนอมด้านสังคมระหว่างชนชั้นที่แข่งขันกันโดยการจำกัดการทำงานของระบบตลาด แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในหมู่ชนชั้นนำในโลกทั้งฝ่ายเหนือและใต้ในยุคหลังสงคราม ซึ่งอธิบายว่ามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างฐานสังคมที่มั่นคงเพื่อที่จะยับยั้งกระแสปฏิวัติทางสังคมทั่วโลก

การขึ้นเถลิงอำนาจของมากาเร็ต แธตเชอร์ ในประเทศอังกฤษ และโรนัลด์ เรแกน ในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นช่วงที่เกิดกระบวนการปลดปล่อย ระบบตลาดออกจากความผูกพันกับสังคมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นกระบวนการที่รู้จักกันในนาม "การปฏิรูปตามแนวเสรีนิยมใหม่" ในประเทศโลกฝ่ายเหนือ และในนาม "การปรับโครงสร้าง" สำหรับประเทศโลกฝ่ายใต้ กระบวนการนี้ได้เร่งความเร็วมากยิ่งขึ้นในทศวรรษ 1990 เมื่อเกิดการล่มสลายของระบบรัฐสังคมนิยมในยุโรป ตะวันออกและรัสเซีย

สถาบันที่เดิมตั้งขึ้นภายใต้อิทธิพลจากเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ กล่าวคือ สถาบันแห่งเบร็ตตันวูดส์ อันได้แก่ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ถูก แปลงโฉมให้เป็นเสมือนหน่วยรื้อทะลายระบบทุนนิยมที่อุดหนุนโดยรัฐ ที่มุ่งปกป้องการค้าภายในของประเทศทางฝ่ายใต้ และประเทศที่เคยอยู่ใต้ร่มเงาของสหภาพ โซเวียตในยุโรปตะวันออก เพื่อจะสร้างสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "สนามการค้าโลกที่ราบเสมอกัน" ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรษัทข้ามชาติในประเทศฝ่ายเหนือเรียกร้องต้องการ การจัดตั้งองค์การการค้าโลกในปี 1995 (พ.ศ. 2538) คือกำเนิดของเสาหลักอันที่สามของระบบพหุภาคี และเป็นการแผ้วทางให้กับการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ อย่างเร็วที่สุด ให้เป็นระบบโลกที่แท้จริงที่ขับเคลื่อนโดยบรรษัทข้ามชาติ โดยมีข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และเงินทุน แต่เพียงเล็กน้อย

ทำการเกินตัว
แต่เช่นเดียวกับคลื่นลูกแรกของกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งลงเอยด้วยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทุนได้ทำการเลยเถิด พอถึงกลางทศวรรษ 1990 ก็เริ่มมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วงเกิด ขึ้นทั้งในประเทศฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ กล่าวคือ ความยากจนเพิ่มขึ้น ความไม่เท่าเทียมกันขยายใหญ่ขึ้น และเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาหลายสิบประเทศ ที่ปฏิบัติตามหลักการปรับโครงสร้างอย่างซื่อสัตย์ ต่างมีอาการซบเซาอย่างเป็นระบบ

แม้ว่าจะมีข้อมูลมากมายจากสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่มีใครรับว่าเป็นความ ฃจริงในช่วงต้น
ทศวรรษ 1990 ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ถูกบดบังด้วยความรู้สึกลิงโลดในชัยชนะเมื่อได้เห็นการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกและ สหภาพโซเวียต ในช่วงท้ายของทศวรรษนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ข้อเท็จจริงนั้นกลายเป็นความจริงที่ชนชั้นสูงจำต้องยอมรับก็คือ วิกฤตการเงินในเอเซีย ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น การรบที่เมืองสตาลินกราดสำหรับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ กล่าวคือเป็นความพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวงที่เปลี่ยนโฉมหน้าของสงคราม ในช่วงทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจในเอเซียตะวันออกที่เติบโตอย่างเป็นประวัติการณ์ ได้เปิดเสรีภาคการเงินตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกระทรวงการคลังแห่งสหรัฐฯ เงินทุนเพื่อเก็งกำไร 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯได้หลั่งไหลเข้ามาใน"เศรษฐกิจเสือ"ทั้งหลายตั้งแต่ปี 1994 (2537) ถึง 1997 (2540) แล้วเงิน 100,000 ล้านเหรียญก็ไหลออกไปเร็วยิ่งกว่าอีกภายในช่วงฤดูร้อนของปี 1997 (2540) นั่นเอง เมื่อนักลงทุนตื่นตระหนกกับราคาที่ดินและหุ้นที่ตกลงอย่างรวดเร็ว อันเป็นผล มาจากการมีเงินทุนในระบบล้นเกินขนาด

เมื่อประชาชน 1 ล้านคนในประเทศไทยและ 22 ล้านคนในประเทศอินโดนีเซียอยู่ดีๆก็ตกลงไปอยู่ใต้เส้นความยากจนทันที การล่มสลายทางการเงินของเอเซียครั้งนี้ จึงส่งผลให้มีการทบทวนผลงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกที่ผ่านมาในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ในประเทศต่าง ๆ ในโลกฝ่ายใต้ ผลการศึกษาอย่างจริงจังเกือบทั้งหมด ไม่นับผลการศึกษาที่มีข้อผิดพลาดด้านวิธีวิทยา แสดงว่าความไม่เท่าเทียมได้เพิ่มขึ้นสูงมากในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และจำนวน ประชากรที่มีชีวิตอยู่อย่างยากจนแสนสาหัส กล่าวคือผู้มีรายได้น้อยกว่า 1 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 40 บาท) ต่อวัน ได้เพิ่มขึ้นจาก 1.1 พันล้านคนในปี 1985 (2528) เป็น 1.2 พันล้านคนในปี 1998 (2541) และ 1.3 พันล้านคนในปี 2000 (2543) ในที่สุดการล่มสลายของเอเซียก็ได้แปรสภาพข้อมูลที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้น ของความยากจนและความไม่เท่าเทียม และความชะงักงันอย่างเป็นระบบของเศรษฐกิจในโลกฝ่ายใต้ ให้เป็นความจริงที่ยอมรับกันทั่วไป แมเทียส ลุนด์เบิร์ก และ ลิน สไควร์ นักวิจัยของธนาคารโลก ได้สรุปฉันทามติอันใหม่ไว้ในข้อเขียนที่ว่า "คนยากจนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระดับราคาในตลาดนานาชาติมากกว่า กลุ่มอื่นมาก และผลกระทบนี้จะรุนแรงยิ่งขึ้นตามระดับการเปิดประเทศให้กับการค้า… อย่างน้อยที่สุด ในระยะสั้น ดูเหมือนว่าโลกาภิวัตน์จะทำให้ทั้งความยากจนและ ความไม่เท่าเทียมเพิ่มขึ้น"

กระแสค้านกำลังขึ้น
แรงต้านในสังคมที่มีต่อกระบวนโลกาภิวัตน์โดยการชักนำของบรรษัท ซึ่งเดิมกระจัดกระจายและไม่สามารถรวมตัวกันได้ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ได้รวมพลังกันทำ การประท้วงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ๆ ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ชุมชนได้ก่อร่างขึ้นเพื่อทำการประท้วงต่อสถาบันต่างๆของระบบตลาดที่ชักนำโดยบรรษัท ซึ่งได้แผ่ ขยายจนเกินตัว และในเดือนธันวาคม 1999 (2542) การระดมพลังมวลชนในท้องถนนครั้งใหญ่ของชุมชนต้านบรรษัทนี้ ทำให้การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 3 ขององค์การค้าโลกที่เมืองซีแอตเติลต้องยุติลงกลางคัน ทำให้ฝ่ายส่งเสริมโลกาภิวัตน์ต้องถอยร่นเป็นครั้งที่สองหลังจากวิกฤตการเงินในเอเซีย ซี เฟร็ด เบิร์กสเตน ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐศาสตร์นานาชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ ให้การต่อคณะกรรมาธิการไตรภาคีที่กรุงโตเกียว เมื่อเดือนเมษายน 2543 โดยสะท้อน ถึงความหมายของการประท้วงที่ซีแอตเติลว่า "พลังของกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์กำลังขึ้นแล้ว" ในทำนองเดียวกัน ดิ อิโคโนมิสต์ ซึ่งเป็นนิตยสารกระแสหลักก็ได้บอกกับ ผู้อ่านว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์นั้น "ไม่ใช่ทวนกลับไม่ได้" อีกต่อไปแล้ว

พอเริ่มต้นศตวรรษที่ 21 ระบบทุนนิยมโลกก็เข้าสู่ภาวะวิกฤตด้านความชอบธรรมอย่างเต็มที่ กล่าวคือประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ หมดความเชื่อมั่น และไม่เห็น ความชอบธรรมของสถาบันหลัก ๆ ของระบบนี้ ซึ่งรวมถึงสถาบันพหุภาคีด้านการเงินและการค้า บรรษัทข้ามชาติ และระบบการเมืองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย ที่ได้ รับการปกป้องด้วยอำนาจด้านการทหารของสหรัฐฯ แม้ในช่วงก่อนเกิดเหตุอื้อฉาวของบริษัทเอ็นรอน 72% ของคนอเมริกันบอกว่า ภาคธุรกิจได้มีอำนาจเหนือชีวิตพวก เขามากเกินไปแล้ว ทั้งนี้ตามผลการสำรวจของนิตยสารบิสิเนสวีก และที่เล่าลือกันหนาหูได้แก่ความเห็นที่ว่าระบบการเมืองของสหรัฐได้ถูกเปลี่ยนจากระบอบประชา- ธิปไตยเป็นระบอบธนาธิปไตย กล่าวคือเป็นการปกครองโดยกลุ่มคนร่ำรวย ดังที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในสหรัฐเมื่อปี 2543 คนหนึ่งคือวุฒิสมาชิก จอห์น แมคเคน จากพรรครีพับลิกัน เกือบจะชนะการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคด้วยการใช้ประเด็นเดียวหาเสียง คือ การรณรงค์ให้ปฏิรูปภาคการเงิน

เช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษ 1920 และ 1930 แรงต้านกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่หนุนหลังโดยระบบตลาดที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ไม่ได้มี แนวคิดก้าวหน้าทั้งหมด กลุ่มหนึ่งได้แก่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามแบบสุดขั้ว ซึ่งมีทัศนะว่าอำนาจครอบงำของบรรษัทธุรกิจและการทหารของสหรัฐอเมริกา เป็นสุดยอด ของความพยายามอันยาวนานของชาติตะวันตกที่จะกร่อนเซาะทำลายบูรณภาพของสังคมอิสลาม พวกเขายืนยันในความเป็นหนึ่งเดียวกันของศาสนา ประชาชน และรัฐอิสลาม และประกาศสงครามศาสนากับสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับลัทธิเผด็จการฟาสซิสม์ แนวคิดนี้ได้ส่งผลสะเทือนด้านความนิยมในหมู่ประชาชนอย่าง กว้างขวางไม่น้อย ไม่ว่าเราจะมีทัศนะเชิงจริยธรรมต่อกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงเหล่านี้อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 20

ลัทธิอิสลามแบบหัวรุนแรงได้ประสพความสำเร็จในการสร้างศรัทธาขึ้นในหมู่คนรุ่นหนุ่มสาวจำนวนมากในโลกมุสลิม จนกระทั่งชนชั้นปกครองหัวอนุรักษ์นิยมอย่าง ในประเทศปากีสถานและซาอุดิอาระเบียยังต้องขอยืมภาษาของพวกเขามาใช้เพื่อให้อยู่รอดได้ ลัทธิอิสลามแบบหัวรุนแรงได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของการรณรงค์
ต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯในช่วงหลังเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน อย่างไรก็ตาม เสียงเรียกร้องให้ชุมชนโลกร่วมมือกันทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายได้ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยไปทั่วทุกส่วนในโลกฝ่ายใต้ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้สึกสะเทือนใจอย่างมากกับวิธีการที่ผู้จี้เครื่องบินของขบวนการอัลไกดะใช้ แต่พวก เขาก็มีความรู้สึกเหมือนดังเช่นที่ผู้ประกอบการเชื้อสายฟิลิปปินส์และจีนคนหนึ่งได้กล่าวว่า "ก็สาสมสำหรับสหรัฐแล้วละ" การบุกประเทศอัฟกานิสถานที่ประกาศว่าเป็น โครงการร่วมของพันธมิตรระดับโลกต่อต้านการก่อการร้าย เพื่อมุ่งจับกุมนายอุซามะฮ์ บิน ลาดิน และล้มรัฐบาลฏอลิบัน ดูแล้วเหมือนเป็นการร่วมมือกันออกล่าอาณานิคม ของสองพี่น้องชาวอังกฤษ-อเมริกันเสียมากกว่า

ชนชั้นสูงระดับโลกได้ฉวยโอกาสจากการรณรงค์ต่อต้านการก่อการร้าย ไม่เพียงเพื่อมุ่งโจมตีผู้ก่อการร้าย แต่ยังเพื่อตีโต้กลุ่มที่พวกเขาหลายคนมองว่าจะเป็นอันตราย มากกว่าในระยะยาว นั่นคือขบวนการต่อต้านบรรษัทโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ประท้วงในท้องถนนโดยมีแรงสนับสนุนจากคนอีกนับล้าน ๆ ที่อาจจะยังไม่พร้อมที่จะ ลงมาในท้องถนน แต่ก็มีความเคลือบแคลงอย่างยิ่งต่อคำมั่นสัญญาที่โลกาภิวัตน์ให้ไว้ว่าจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง และมีความเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยแบบ เป็นทางการกำลังเสื่อมถอยไปเป็นธนาธิปไตย ก่อนหน้าเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 เล็กน้อย ได้มีการรวมพลังประท้วงอย่างเข้มแข็งมากกว่าสองแสนคนที่เมือง เจโนอา ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเหมือนการส่งสาสน์ให้ชนชั้นสูงได้รับรู้ว่า ขบวนการที่ก่อร่างขึ้นจากความรู้สึกว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนโลกกำลังมาแรงขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะใส่ร้ายแรงต่อต้านรูปแบบอื่น ๆนอกเหนือจากการก่อการร้ายว่าเป็นอาชญากรรมไปด้วย กำลังถูกลบล้างโดยเรื่องอื้อฉาวทางการเงิน ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท และโดยความล่มสลายของเศรษฐกิจของประเทศอาร์เจนตินา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทเอ็นรอนและเวิลด์คอม ชี้ให้เห็นว่าหลักการปล่อยเสรีนั้นจะนำไปสู่การคอรัปชันอย่างมโหฬารของบรรษัทธุรกิจในที่สุด ในขณะที่การล่มสลายในอาร์เจนตินาเป็นเหมือนธงแดงที่เตือน ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายไม่ให้งมงายกับหลักการเปิดเสรีและโลกาภิวัตน์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่พอใจกับระบบทุนนิยมโลกไปทั่วโลก ได้แก่การที่บริษัทเวชภัณฑ์ขนาดใหญ่ไม่ยอมที่จะให้มีการผลิตยาต่อต้าน เชื้อเอชไอวีของตนในราคาถูก เพื่อจำหน่ายให้กับคนนับล้าน ๆ คนในประเทศโลกที่สามที่ทนทุกข์ทรมานจากโรคเอดส์ เหตุการณ์นี้นับเป็นตัวอย่างของการยึดถือ กำไรเหนือชีวิตคนอย่างไร้ยางอาย อีกกรณีหนึ่งคือการที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพรีบเร่งเอาสินค้าที่ดัดแปลงพันธุกรรมออกสู่ตลาด โดยไม่มีการแจ้งให้ผู้บริโภคได้ทราบ และโดยไม่ใส่ใจกับหลักการป้องกันไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่เป็นหลักการสำคัญเพื่อควบคุมการสร้างและการเผยแพร่รูปแบบใหม่ ๆ ของชีวิต

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความชอบธรรมของระบบทุนนิยมโลกในในฐานะกลไกที่จัดการชีวิตด้านเศรษฐกิจของเรา เริ่มจะสั่นคลอนมากขึ้นยิ่งกว่าในช่วงก่อน เหตุการณ์วันที่ 11 กันยายนเสียอีก ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า โครงสร้างการผลิต การพาณิชย์ และการกระจายสินค้า และบริการ จะล่มสลายลงในเร็ววันนี้ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ได้สอนเราว่า เมื่อใดที่ระบบหนึ่งสูญเสียความชอบธรรมไป หมายถึงสูญเสียความสามารถที่ชักจูงให้คนเชื่อมั่นในความสำคัญของมัน ก็อาจจะเป็นเพียง เรื่องของเวลาที่โครงสร้างทางสังคมที่ดูภายนอกว่าแข็งแกร่ง (ซึ่งโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเราดูจะเป็นเช่นนี้) จะเริ่มสลายตัวลง

ปอร์โต อเลเกร กับการสร้างชุมชนโลก
แม้ในขณะที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่เหล่านี้ได้ฉีกมายาภาพความเป็นชุมชนแห่งผลประโยชน์ร่วมระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนโดยบรรษัทธุรกิจ กับประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในโลก จนขาดกระเจิง ความเข้าใจในหมู่ประชาชนกลุ่มต่างๆเกี่ยวกับชุมชนแห่งผลประโยชน์ร่วม ซึ่งแตกต่างไปจากแนวคิดของกลุ่มชนชั้น นักธุรกิจระดับโลก ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในรูปของกระบวนการปอร์โต อเลเกร

ปอร์โต อเลเกร ซึ่งเป็นเมืองขนาดกลางในประเทศบราซิล ที่เป็นสถานที่จัดประชุมเวทีสังคมโลกในปี 2544 และ 2545 ได้กลายเป็นคำที่คนใช้กล่าวถึงจิตวิญญาณของ ขบวนการชุมชนโลกที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คำขวัญปลุกใจว่า "อีกโลกหนึ่งเป็นไปได้" ได้ดึงดูดให้ผู้คนราว 5 หมื่นคนเดินทางมาชุมนุมกันที่เมืองชายฝั่งทะเลแห่งนี้ ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งเป็นจำนวนเกือบ 5 เท่าตัวของผู้ที่มาร่วมประชุมในปี 2544

ผู้แสวงหาที่เดินทางมาร่วมชุมนุมมีทั้งชาวประมงจากประเทศอินเดีย ชาวนาจากประเทศไทย นักกิจกรรมสหภาพแรงงานจากสหรัฐอเมริกา และชนพื้นเมืองจาก อเมริกากลาง ในเชิงสัญลักษณ์นั้น ซีแอตเติลเป็นชัยชนะครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ของขบวนการนานาชาติเพื่อต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่หนุนหลังโดยบรรษัท ในขณะที่ปอร์โต อเลเกร เป็นสัญลักษณ์ของการโอนจุดศูนย์ถ่วงของขบวนการดังกล่าวไปอยู่ที่โลกฝ่ายใต้

ปัจจุบันการประชุมจะจัดขึ้นทุกปีที่ปอร์โต อเลเกร เพื่อทำหน้าที่สามประการที่สำคัญสำหรับชุมชนโลกที่แท้จริง

ประการแรก เวทีนี้เป็นพื้นที่ ทั้งในแง่กายภาพและในแง่ความรู้สึก ของขบวนการที่หลากหลายที่จะได้มาพบปะกัน สร้างเครือข่าย และแบ่งปันความรู้สึกและให้กำลังใจ ซึ่งกันและกัน

ประการที่สอง เวทีนี้เป็นเหมือนการเข้าเงียบของขบวนการต่าง ๆ ที่มารวบรวมพลังงาน และกำหนดทิศทางในการต่อสู้เพื่อจะเผชิญหน้าและตีโต้กระบวนการ
สถาบัน และโครงสร้างของระบบทุนนิยมโลกให้ถอยกลับไป นาโอมี ไคลน์ ผู้แต่งหนังสือ No Logo ได้กล่าวไว้อย่างเรียบง่ายแต่มีพลังในที่ชุมนุมที่เมืองปอร์โต อเลเกร ว่า ห้วงเวลานี้จำเป็นจะต้องมี "ประชาสังคมที่สุภาพน้อยลงแต่ดื้อแพ่งมากขึ้น" (less civil society and more civil disobedience)

ประการที่สาม ปอร์โต อเลเกร เป็นสถานที่และเป็นพื้นที่ให้กับขบวนการที่จะได้มาพรรณนา อภิปราย และโต้เถียงกันถึงวิสัยทัศน์ ค่านิยม และสถาบันของระเบียบโลก ที่เป็นทางเลือก ซึ่งจะสร้างสรรค์ขึ้นบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

ปอร์โต อเลเกร เป็นเพียงห้วงเวลาหนึ่งของกระบวนการขนาดใหญ่กว่า ที่มุ่งกำหนดทางเลือกแทนที่ระบบที่ได้สูญเสียพลังจูงใจคนไปแล้ว มันเป็นกระบวนการมหภาค ที่มีองค์ประกอบขนาดเล็กมากมาย แต่ล้วนเป็นการริเริ่มที่มีความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันโดยคนนับล้าน ๆ คนทั่วโลก ที่ได้บอกกับนักปฏิรูป คนที่ชอบถากถาง และนัก สัจจะนิยมทั้งหลาย ให้หลีกไปให้พ้นทาง เพราะว่าอีกโลกหนึ่งนั้นเป็นไปได้แน่นอน และยังจำเป็นต้องมีด้วย

สิ่งที่มองเห็นร่วมกันในหมู่ขบวนการนี้ได้แก่ สองวิถีทาง ประการแรก ทิศทางของวิธีการทำงานใดก็ตามทั้งในระดับชาติและในระดับชุมชนจะต้องมุ่งกดครอบตรรกะ ของตลาด ซึ่งหมายถึงการแสวงหา "ประสิทธิภาพของค่าใช้จ่าย" (ซึ่งใช้อ้างสนับสนุนระบบทุนนิยมแบบตลาดว่าเป็นเลิศกว่าวิถีการผลิตอื่นๆ) ให้อยู่ภายใต้ระบบ คุณค่าของสังคม ที่รวมถึงความมั่นคง ความเสมอภาค และความสมานฉันท์เป็นหลัก กล่าวอีกอย่างหนึ่งด้วยภาษาของนักสังคมประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ คาร์ล โพลานยี คือ เราจะต้อง "ฝัง" เศรษฐกิจกลับเข้าไปอยู่ภายในสังคมอีกครั้งหนึ่ง แทนที่จะให้สังคมถูกขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจ

ตรงข้ามกับคำกล่าวอ้างของผู้ที่วิจารณ์ขบวนการนี้บางคน การที่เราให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นหลัก ไม่ได้หมายความว่าเราต้องการนำสังคมกลับไปสู่อดีตกาล ไปสู่ พันธนาการของจารีตในอดีต หากแต่เรามุ่งแสวงหาสังคมอนาคตที่มีการปลดปล่อยอย่างแท้จริง มีสติ และมีการทบทวนตัวเองอยู่เนือง ๆ

ประการที่สอง เพื่อที่จะให้พลวัตเหล่านี้ก้าวหน้าต่อไป เราจะต้องเปลี่ยนบริบทของโลกจากระบบการปกครองโลกที่รวมศูนย์ ที่มีการบังคับใช้กฎเกณฑ์ชุดเดียวเพื่อ ส่งเสริมการเติบโตด้านเศรษฐกิจรูปแบบเดียวเท่านั้น นั่นคือรูปแบบตลาดเสรีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก และองค์การค้าโลกสนับสนุน มาเป็นระบบ ที่มีการกระจายตัว และกระจายอำนาจเชิงสถาบันออกไป และมีระบบการปกครองเศรษฐกิจโลกที่มีความเป็นพหุนิยม ด้วยบริบทแห่งโลกซึ่งมีความยืดหยุ่น มีโครงสร้าง น้อยลง มีความเป็นพหุนิยมมากขึ้น และมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลหลายชั้นนี่เอง ประชาชนและชุมชนในประเทศโลกฝ่ายใต้และโลกฝ่ายเหนือจึงจะสามารถมีพื้นที่ที่ จะพัฒนาได้บนพื้นฐานของค่านิยม จังหวะ และยุทธศาสตร์ที่พวกเขาเป็นผู้เลือกเอง

บัดนี้มีชุมชนโลกที่กำลังก่อตัวขึ้นมา และนี่ไม่ใช่อนุภาคที่แยกตัวจากสังคมมาโคจรอยู่รอบๆตลาดที่ไม่มีตัวตน ตามวิสัยทัศน์ของอดัม สมิธและมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ทั้งมันไม่ใช่ชุมชนเทียมที่ประกอบด้วยกลุ่มชนส่วนใหญ่ทั่วโลกที่ไม่มีการรวมตัว กับกลุ่มชนชั้นปกครองที่รวมตัวกันอย่างดี ซึ่งเวลาพูดถึงชุมชนแห่งโลก กลุ่มชนชั้น ปกครองมักจะหมายถึงชุมชนอย่างที่ว่านี้ ชุมชนที่กำลังก่อตั้งขึ้นมานี้เป็นชุมชนที่ประกอบด้วยหลายชุมชนย่อยที่ร้อยรัดกันด้วยความสนใจและค่านิยมพื้นฐานร่วมกัน แต่การแสดงออกซึ่งค่านิยมและความสนใจอาจเปลี่ยนรูปไปตามประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ในโลกลักษณะดังกล่าวนี้ จอห์น เกรย์ นักปรัชญาชาวอังกฤษ กล่าวไว้ว่า บทบาทหลักของสถาบันแห่งโลกควรที่จะมุ่ง "แสดงออกและคุ้มครองวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมแห่งชาติ ด้วยการยอมรับและโอบอุ้มการปฏิบัติ ที่แตกต่างกัน"

ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 โรซา ลักเซมเบิร์ก ได้ออกความเห็นที่เลื่องลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อนาคตของเราจะอยู่ในมือของ "ลัทธิป่าเถื่อน" ความป่าเถื่อนใน รูปของลัทธิเผด็จการฟาสซิสม์ เกือบที่จะมีชัยชนะเหนือโลกในช่วงทศวรรษ 1930 และช่วงต้นทศวรรษ 1940 ทุกวันนี้ กระบวนการโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนโดย บรรษัทธุรกิจกำลังสร้างความปั่นป่วนมากมายในลักษณะเดียวกัน คือ ความไม่มั่นคง ความโกรธเคือง และวิกฤตการณ์ ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะแรงต่อต้านแนวชาตินิยม แบบเผด็จการ และการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จและคลั่งไคล้ โลกาภิวัตน์ไม่เพียงเสียคำมั่นไปเท่านั้น แต่ยังทำให้หลายคนต้องขมขื่น พลังที่เป็นตัวแทนของความ สมานฉันท์แห่งมนุษย์และชุมชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจให้กับมวลชนที่ระส่ำระสายว่า โลกที่ดีกว่านี้มีความ เป็นไปได้ มิฉะนั้นแล้ว ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบในทศวรรษ 1930 กล่าวคือ สุญญากาศนั้นจะถูกทดแทนด้วยกลุ่มผู้ก่อการร้าย ผู้นำฝูงชนคลั่งศาสนาและฝ่ายขวาจัด และกลุ่มผู้ที่จะนำมาซึ่งความไร้เหตุผลและการทำลายล้าง

ขอบคุณมาก
----------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ :-
*
ปาฐกกถาที่นำเสนอเป็นภาษาอังกฤษภายใต้ชื่อ Global Capitalism Versus Global Community ในการประชุมวิชาการหนึ่งทศวรรษสถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข (สวรส.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 ณ ศูนย์ไบเทค บางนา
** วอลเดน เบลโล เป็นผู้อำนวยการบริหารขององค์กร Focus on the Global South ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านวิจัย วิเคราะห์ และรณรงค์ด้านนโยบาย ที่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพ และเป็นศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาและบริหารรัฐกิจแห่งมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์

LinksFeedback